ข้ามไปดูเนื้อหา

เจาะลึกข้อมูลสถานที่ถ่ายทำ ‘เดอะ วิทเชอร์​ นักล่าจอมอสูร (The Witcher)’ ซีซั่น 2

The Witcher Season 2

การถ่ายทำ The Witcher ซีซั่นแรกมีการใช้สถานที่หลายแห่งในหลายๆ ประเทศเพื่อเป็นการให้เกียรติเนื้อเรื่องต้นฉบับที่แฟนๆ ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นในฮังการี โปแลนด์ และสเปน แต่สถานการณ์โควิด-19 กลายมาเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปถ่ายทำในประเทศต่างๆ ทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ซึ่งนำโดยแอนดรูว์ ลอว์ส ผู้ออกแบบฉาก จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์และหันมาถ่ายทำทั้งซีซั่นในสถานที่ต่างๆ 15 แห่งทั่วสหราชอาณาจักร 

กองถ่ายปักหลักถ่ายทำที่ Arborfield Film Studios ซึ่งเป็นอดีตค่ายทหารอายุกว่า 100 ปี โดยใช้ถ่ายทำ 3 ฉากหลักของ The Witcher พื้นที่ลานด้านนอกของ Arborfield กลายมาเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากหมู่บ้านหลายฉาก รวมทั้งฉากพื้นที่ด้านนอกของเคียร์มอเรนห์ด้วย

“เคียร์มอเรนห์เป็นฉากก็จริงอยู่ แต่ยังเป็นเหมือนตัวละครตัวหนึ่งในซีซั่น 2 ด้วย นอกจากนี้เรายังทราบดีว่าคนที่อ่านหนังสือหรือเล่นวิดีโอเกมจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี ดังนั้นเราต้องให้เกียรติเนื้อเรื่องต้นฉบับ แต่ก็ต้องเสริมความตื่นเต้นเพิ่มเข้าไปให้ผู้ชมด้วย ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง และยังเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่เราให้ความสำคัญอย่างจริงจัง” แอนดรูว์กล่าว

การสร้างลักษณะพื้นที่ด้านนอกของเคียร์มอเรนห์ยังเป็นงานที่ถือว่ายากเนื่องจากทีมงานต้องสร้างด่านอันตรายของวิทเชอร์ โดยแอนดรูว์กล่าวว่า “การสร้างด่านอุปสรรคเป็นกระบวนการที่ยาวนานซึ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เราต้องวิเคราะห์แนวคิดเรื่องเวอร์ชันด่านอุปสรรคของวิทเชอร์ว่าจะมีลักษณะรูปลักษณ์เป็นยังไง โดยต้องพยายามไม่สร้างให้ออกมาดูเหมือนด่านอุปสรรคในรายการเกมโชร์ที่คาดเดาได้ง่ายว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เราพยายามเน้นเรื่องพลศาสตร์และวิศวกรรมเพื่อให้ดูอันตรายและคาดเดาได้ยาก” 

การถ่ายทำในวันแรกมีขึ้นที่โคลด์ฮาร์เบอร์วูดส์ในชิชิสเตอร์ ซึ่งทีมงานฝ่ายศิลป์ได้สร้างหมู่บ้านเอลฟ์ที่ซ่อนอยู่ในดงต้นไม้ นอกจากนี้ทีมงานยังยกกองไปถ่ายทำที่บอร์นวูดในเมืองฟาร์แนม ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของบรรดาผู้สร้างหนังซึ่งใช้ถ่ายทำในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ Gladiator, Jurassic World: Fallen Kingdom และ Harry Potter and the Half-Blood Prince 

นักแสดงและทีมงานใช้เวลา 5 วันในการถ่ายทำที่กระทรวงกลาโหมในดีปคัต เซอร์รีย์ ซึ่งเป็นฐานฝึกหลักของกองทัพอังกฤษ โดยใช้ในการถ่ายฉากพื้นที่ด้านนอกที่จะไปยังเคียร์มอเรนห์ รวมถึงเส้นทางมรณะ ซึ่งเป็นเส้นทางหินขรุขระที่โอบล้อมบ้านของพวกวิทเชอร์ 

จากนั้นทีมงานเดินทางไปถ่ายทำฉากภายนอกกันต่อที่เลกดิสตริกต์ในคัมเบรีย โดยลงมือถ่ายทำที่บลี ทาร์น ซึ่งต้องขนนักแสดงและทีมงานรวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำทั้งหมดลงไปในถ้ำหินที่เหมืองฮอดจ์ โคลสเพื่อถ่ายทำฉากสำคัญฉากหนึ่ง นอกจากนี้ทีมงานยังไปเยือนถ้ำไรดัล ซึ่งเป็นถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีก่อน และใช้ในธุรกิจเหมืองที่เคยเฟื่องฟูเพื่อผลิตหินชนวนให้กับหมู่บ้านโดยรอบ

หลังจากนั้นทีมงานถ่ายทำยังเดินทางไปที่มณฑลเดอรัม ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของน้ำตกโลว์ฟอร์ซในทีสเดล ซึ่งเป็นน้ำตกความสูง 18 ฟุตในแม่น้ำทีส์ โดยตั้งอยู่ในเขตธรรมชาติงดงามดีเด่นและอุทยานธรณีภาคพื้นยุโรปของนอร์ธ เพนไนน์ส ส่วนสะพานวินช์บริดจ์ที่ใช้ข้ามแม่น้ำทีส์สร้างขึ้นเมื่อปี 1830 และเนื่องจากความมั่นคงของสะพาน จึงไม่น่าแปลกใจที่มีคำแนะนำให้ข้ามสะพานเพียงครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น

จากนั้นนักแสดงและทีมงานได้ย้ายไปถ่ายทำในยอร์กเชอร์ โดยใช้เวลาถ่ายทำ 3 วันที่กอร์เดล สการ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สุดงดงามของอุทยานแห่งชาติยอร์กเชอร์ เดลส์ ช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่สร้างความประทับใจให้ผู้ไปเยือนมานานหลายร้อยปี และยังเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้จิตรกรชื่อดังอย่าง เจ.เอ็ม.ดับเบิลยู.เทอร์เนอร์ และเจมส์ วอร์ด รวมทั้งกวีอย่างวิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ ในพื้นที่มีน้ำตก 2 แห่งและหน้าผาหินปูนตั้งตระหง่านซึ่งสูงกว่า 100 เมตร ธารน้ำแข็งที่หลอมละลายและยุคน้ำแข็งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กัดเซาะหินมาเป็นเวลาหลายพันปีจนก่อเกิดเป็นหุบเขาตะไคร่น้ำที่น่าทึ่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

แอนดรูว์กล่าวว่า “เราเริ่มต้นสำรวจพื้นที่ในยอร์กเชอร์อย่างละเอียดมากขึ้น และได้พบสถานที่ที่พิเศษจริงๆ พื้นที่ทะเลสาบมีความหลากหลายและไม่ได้อยู่กระจัดกระจายห่างกันมากนัก”

พลัมป์ตัน ร็อกส์เป็นทะเลสาบอนุรักษ์เกรด 2 ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีสวนและโขดหินสูงตระหง่านที่ถูกลมฝนกัดเซาะมานานหลายร้อยปีล้อมรอบ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝ่ายจัดหาสถานที่ถ่ายทำค้นพบในนาทีสุดท้าย โดยองค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษ (English Heritage) ระบุว่าเป็น "สถานที่น่าทึ่งที่น่าไปเยือน" อุทยานขนาดใหญ่ที่สวยงามแห่งนี้สร้างขึ้นในทศวรรษ 1760 และยังเป็นสถานที่โปรดของจิตรกรอย่างเจ.เอ็ม.ดับเบิลยู.เทอร์เนอร์ ซึ่งหลังจากเดินทางไปเยือนยอร์กเชอร์ในปี 1797 เขาได้รับมอบหมายจากเจ้าของพลัมป์ตัน ร็อกส์ให้เป็นผู้วาดภาพสถานที่ ผลงานจิตรกรรมดังกล่าวเป็นภาพวาดทิวทัศน์แรกเริ่มที่ใช้สีน้ำมันซึ่งเทอร์เนอร์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วาด แอนดรูว์ได้พูดถึงพลัมป์ตัน ร็อกส์ไว้ว่า “ในท้ายที่สุดแล้ว สถานที่แห่งนี้ตอบโจทย์รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องการทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์” 

สำหรับสัปดาห์สุดท้ายในยอร์กเชอร์ ทีมงานใช้เวลาถ่ายทำที่ฟาวน์ทินส์ แอบบีย์ ซึ่งเป็นซากอารามของคณะซิสเตอร์เชียนที่ใหญ่ที่สุดและสภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ แอบบีย์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1132 และมีการใช้งานมาเป็นเวลากว่า 400 ปี โดยกลายเป็นอารามที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ จนกระทั่งถูกยุบในปี 1539 ตามพระราชโองการของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

นอกจากนี้ทีมงานยังเดินทางไปถ่ายทำที่เฟรนแชม พอนด์ส, เฟรนแชม เกรท พอนด์ และ เฟรนแชม ลิตเทิล พอนด์ในเซอร์รีย์ด้วย โดยสองสถานที่หลัง สร้างขึ้นในช่วงยุคกลางเพื่อใช้เป็นแหล่งหาปลาให้มหาวิหารของบิชอปแห่งวินเชสเตอร์ พื้นที่ดังกล่าวยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ปี 1959 เรื่อง The Hounds of Baskerville รวมทั้งภาพยนตร์ตลกจากอังกฤษเรื่อง Carry On Jack และล่าสุดคือเรื่อง The Mummy โดยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแทนสำหรับฉากแม่น้ำไนล์

ดูสถานที่ถ่ายทำสุดงดงามเพิ่มเติมได้ใน The Witcher ซีซั่น 2 ซึ่งจะเปิดตัววันที่ 17 ธ.ค. นี้